Home » น้ำเสียวแลกทุนการศึกษา

เรื่องเสียวเกย์ น้ำเสียวแลกทุนการศึกษา ในค่ำคืนที่ฝนพรำเบาๆ บนถนนสายเล็กๆ ข้างมหาวิทยาลัย ผมยืนรออยู่หน้าอาคารสำนักงานกองทุนการศึกษา หัวใจเต้นระรัวด้วยความกังวล และความหวังที่ผสมปนเปกันไปหมด ผมชื่ออะไรไม่สำคัญหรอก แต่ขอเรียกตัวเองว่า “ผม” แล้วกัน เพื่อให้เรื่องนี้คงความเป็นส่วนตัว

ชีวิตมหาวิทยาลัยเทอมแรกของผมไม่ได้สวยงามอย่างที่ฝันไว้เลย เกรดเฉลี่ยออกมาแบบพอผ่านๆ ไม่ถึงกับแย่แต่ก็ไม่ดีพอที่จะทำให้พ่อแม่ภูมิใจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ผมเรียนนั้นโหดร้ายเอาการ การบ้านกองพะเนิน การสอบที่ทำให้สมองแทบระเบิดและเพื่อนๆ ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด ผมรู้สึกเหมือนกำลังเดินบนเส้นด้ายบางๆ ที่อาจขาดได้ทุกเมื่อ

ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาผมกลับบ้านที่ต่างจังหวัดด้วยความเหนื่อยล้าแต่แทนที่จะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พ่อแม่กลับเรียกผมมานั่งคุยกันอย่างจริงจังท่านทั้งสองดูเครียด หน้าตาซีดเซียวจากความกดดันในชีวิตประจำวัน พ่อบอกว่าท่านเพิ่งเปลี่ยนงานใหม่รายได้ลดลงอย่างมาก ท่านช่วยเรื่องค่าเล่าเรียนได้แค่บางส่วนเท่านั้น ที่เหลือผมต้องหาทางเองผมช็อกไปชั่วขณะ หัวใจหล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม ผมไม่ได้กู้เงินกยศ. เพราะตอนแรกทางบ้านบอกว่าส่งไหว ไม่ต้องไปเป็นหนี้เป็นสินให้วุ่นวายแต่ตอนนี้ล่ะ?ผมจะทำยังไง?

การเรียนวิศวะนั้นยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้วถ้าต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ด้วย คงจบไม่ลงแน่ๆ ผมรู้สึกหนักอึ้ง เหมือนมีก้อนหินกดทับอกความกังวลแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ทำให้คืนนั้นผมแทบนอนไม่หลับ นึกถึงอนาคตที่มืดมนกลัวว่าจะต้องลาออกกลางคัน กลายเป็นความผิดหวังของครอบครัว

เมื่อกลับมาที่มหาวิทยาลัย ผมรีบปรึกษารูมเมททันทีเขาเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ห้องเดียวกันชื่ออะไรก็ไม่บอกแล้วกันแต่เขาเป็นคนใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น เขาฟังเรื่องผมแล้วก็ถอนหายใจยาว บอกว่า “มหาวิทยาลัยมีหน่วยกองทุนการศึกษาอยู่นะ แต่เท่าที่รู้ ถ้าไม่ใช่ทุนกยศ.ก็คงเป็นทุนกีฬาที่มหาลัยให้หรือทุนเรียนดี หรือทุนจากองค์กรสาธารณะต่างๆ” ผมฟังแล้วยิ่งเครียดหนัก เกรดต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบผมจะไปสู้กับใครได้? แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น ผมต้องลองดูอย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียใจทีหลัง ความหวังริบหรี่จุดประกายขึ้นในใจ ผสมกับความกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ

วันรุ่งขึ้น ผมรีบตรงไปที่สำนักงานกองทุนตั้งแต่เช้าแต่หัวหน้าหน่วยไม่อยู่ เจ้าหน้าที่บอกว่าเขาจะกลับมาเย็นๆ ผมบอกว่าจะรอพบตอนเย็นก็ได้ เขายิ้มแล้วบอกว่า “หัวหน้าเป็นคนใจดี ไม่มีปัญหาหรอกมาดักรอได้เลย” ผมรู้สึกโล่งใจนิดหน่อย แต่ความกังวลยังคงเกาะกุมหัวใจ ตลอดทั้งวันผมแทบไม่มีสมาธิเรียน ใจลอยไปคิดถึงการสนทนาที่จะเกิดขึ้น จินตนาการถึงคำปฏิเสธ ที่อาจทำให้ฝันสลาย ตอนเย็น ผมไปยืนรอหน้าอาคารตั้งแต่ห้าโมงกว่าๆ ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ลมเย็นพัดมาพร้อมกลิ่นฝนจางๆ ผมยืนก้มหน้ามองพื้น ย้อนนึกถึงชีวิตวัยเด็กที่เคยไร้กังวล จนกระทั่งหกโมงเย็น ชายกลางคนคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสแลคเรียบร้อยหน้าตาดูสุภาพ ผมรีบเดินเข้าไปถาม

“พี่ครับ พี่คือหัวหน้าหน่วยกองทุนใช่ไหมครับ?” เขายิ้มแล้วพยักหน้า ผมรีบแนะนำตัวเอง บอกจุดประสงค์ว่ามาขอคำปรึกษาเรื่องทุนการศึกษา (ผมไม่ขอบอกชื่อจริงของเขา เพื่อป้องกันการคาดเดาไปต่างๆ นานา เขาเรียกตัวเองว่า “พี่” ผมเลยเรียกเขาว่าพี่เช่นกัน) เขาฟังแล้วถามเรื่องเกรดผม เมื่อผมบอกตัวเลขออกไป เขาส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาเผยความสงสารปนความเป็นห่วงผมรีบอธิบายความจำเป็นทั้งหมด พ่อแม่เปลี่ยนงานรายได้ลดลง ผมเรียนวิศวะที่ยาก ถ้าต้องทำงานด้วยคงไม่ไหว ผมพูดด้วยน้ำเสียงแบบไร้ความหวังเพราะความกดดันที่สะสมมานาน

เขานั่งฟังอย่างตั้งใจ แล้วนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนบอกว่า “พี่จะลองหาทางดูว่าพอมีหนทางไหม วันพรุ่งนี้มาฟังคำตอบเวลาเดียวกันนี้นะ” ผมรีบขอบคุณเขาอย่างสุดซึ้ง หัวใจพองโตด้วยความหวัง แม้จะยังไม่แน่นอนแต่ก็ยังมีคนยื่นมือมาช่วย

วันถัดมา ผมไปรอเขาที่เดิมตั้งแต่หกโมง แต่เขายังไม่มา เวลาผ่านไปช้าๆ เหมือนนาฬิกาเดินถอยหลัง ผมยืนกอดอก เดินไปเดินมาเพื่อคลายเครียด หัวสมองเต็มไปด้วยคำถามถ้าไม่ได้ทุนล่ะ? ผมจะทำยังไง? ต้องหางานทำ? หรือลาออก? ความสิ้นหวังค่อยๆ คืบคลานเข้ามาแต่ผมบอกตัวเองว่าต้องรอ ต้องพบเขาให้ได้ จนกระทั่งเกือบสองทุ่ม ผมเห็นเงาร่างเขาเดินมาจากไกลๆ แสงไฟถนนสาดส่องทำให้เห็นใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าเขาเดินมาถึงแล้วขอโทษที่มาช้า “พี่ต้องออกไปติดต่อหน่วยงานภายนอกยุ่งมากเลยขอโทษนะ” เรานั่งลงคุยกันบนม้านั่งหน้าอาคาร เขาอธิบายว่ามันยากมาก คนขอทุนเยอะ คิวยาวเหยียด ทุนมีจำกัดทุนเรียนดีและทุนกีฬาตัดทิ้งได้เลยเพราะผมไม่มีคุณสมบัติ แต่มีทุนอีกแบบจากมูลนิธิหรือองค์กรที่ต้องการทำ CSR แต่ต้องใช้ความพยายามมากและคิวยาวเหมือนกัน ผมฟังแล้วหน้าเจื่อน นั่งนิ่งอึ้ง หัวใจหดหู่เหมือนถูกบีบรัด ความฝันที่จะเรียนต่อให้จบดูเลือนรางไปทุกที

พักใหญ่ เขาหันมามองผมแล้วถามเบาๆ “เล่นกีฬาอะไรมาบ้างเหรอ ทำไมหุ่นดีขนาดนี้” ผมตอบว่าตอนมัธยมเป็นนักมวยสมัครเล่นแต่ไม่ได้เก่งอะไร แค่ชอบออกกำลังกาย ตอนนี้ไม่ได้ต่อยมวยแล้ว ระหว่างที่พูด ผมสังเกตเห็นสายตาเขาลอบมองลงไปที่เป้ากางเกงผมแวบหนึ่ง ไม่ใช่สายตาธรรมดาแต่เป็นสายตาที่เผยความสนใจแบบพิเศษผมไม่ตาฝาดแน่ๆ เพราะเห็นชัดเจนมากแม้จะแวบเดียวก็ตาม

เขาเอ่ยชมผมเรื่องหุ่นดีแล้วถามว่ามีผู้หญิงมาชอบเยอะไหม ผมตอบว่ามีมาบ้าง แต่ผมไม่อยากยุ่งเรื่องนั้น อยากโฟกัสที่การเรียนและเรื่องทุนก่อน จริงๆ แล้วผมไม่ได้สังเกตตัวเองมากนักว่า
กางเกงสแลคตัวนี้มันรัดรูปจนเป้าโป่งตุง โดยเฉพาะตอนนั่ง มันทำให้ผมอึดอัดนิดๆ แต่สำหรับหนุ่มๆ อย่างผม มันเป็นเรื่องปกติไม่แปลกอะไร เพื่อความมั่นใจว่าผมไม่ได้คิดไปเอง ผมตัดสินใจทดสอบโดยลุกขึ้นยืน ให้เป้ากางเกงอยู่ตรงหน้าเขาพอดีแล้วบอกว่า “นั่งนานแล้วเมื่อยครับ” พร้อมเอามือจับเป้าดึงๆ ลงนิดหน่อย แบบจับกะเปาะผ้าที่ รัดก้อนเนื้อแน่นตึงให้คลายตัวออกไม่ให้รัดแน่นเกินไป

ผมจ้องหน้าเขา ดังคาด สายตาเขาตรึงอยู่ที่ตรงนั้นไม่ละสายตาเลย ผมยิ้มในใจ นั่งลงใหม่ ถ่างขากว้างหันไปทางเขา เอามือเกาๆ ดึงๆ ถูเป้าแบบไม่เจตนา แล้วบอกว่า “ผมอยากคุยกับพี่เป็นการส่วนตัวมากกว่านี้ครับเพื่อให้รายละเอียดเพิ่มเติม ถ้าพี่ไม่รังเกียจขอให้นัดวันเวลาและสถานที่ตามที่พี่สะดวกเลยถ้าไม่ว่างกลางวัน จะนัดกลางคืนก็ได้ ผมยินดี ไปหาที่บ้านพี่ก็ได้ถ้าพี่สะดวก พร้อมเสมอครับ” หัวใจผมเต้นแรง แต่ผมรู้ว่าต้องเสี่ยงเพื่อทุนนั้น เขานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วถาม “คืนนี้สะดวกไหม” ผมตอบรับทันที หัวใจโล่งอกปนตื่นเต้น และคาดหวัง

เขาพาผมเดินไปที่อพาร์ทเมนต์ใกล้ๆ มหาวิทยาลัย มันเป็นตึกเก่าแต่สะอาดเรียบร้อย ไม่มีอะไรน่ากลัวเราเดินเงียบๆ กันไป ผมรู้สึกประหม่า แต่ก็มุ่งมั่น จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผมที่ประหม่าเพราะสถานการณ์ต่างไปจากตอนมัธยม สมัยมัธยมเป็นแบบอารมณ์พาไป ความเงี่ยน ความอยากลอง ผมปล่อยให้เพื่อนในห้องอมควยให้หลายครั้งมาก แบบสนุกๆแค่น้ำแตก แตกแล้วก็แล้วไป ครั้งหน้าถ้าเงี่ยนผมก็ให้ดูดควยใหม่ก็แค่นั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน

เขาเปิดประตูห้อง ชวนผมเข้าไปนั่งบนโซฟาแล้วเปิดเบียร์ให้ดื่ม “ดื่มหน่อยสิ จะได้ผ่อนคลาย” เราคุยกันเรื่องทั่วไปก่อน พอดึกหน่อย เขาถาม “อยากดูหนังโป๊ไหม” ผมพยักหน้าเขาเปิดหนังญี่ปุ่นที่มีเซนเซอร์เยอะ ภาพเบลอๆ แต่ก็ทำให้บรรยากาศร้อนขึ้น ผมถาม “มีของไทยไหมพี่” เขารีบเปลี่ยนให้ทันที สายตาเขาคอยแอบมองเป้าผมตลอด พอเห็นว่าควยผมตุงขึ้นมาเพราะมีอารมณ์เขาถาม “ชอบไหม” ผมพยักหน้า เขามองไม่วางตา พอควยผมแข็งชี้จนกางเกงโป่ง เขาถามอีกว่าอยากดูต่อไหมเขาตามใจผมมาก คอยรินเบียร์ ถามว่าอยากกินอีกไหมดูเกรงใจผมราวกับว่าเขาเป็นคนมาขอทุนจากผมไม่ใช่ผมที่มาขอทุนจากเขา

ในที่สุด เขาพูดเสียงเบาๆ ไม่สบตา หน้ามองพื้น “ด้วยหน้าที่การงานพี่ไม่ค่อยกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม” ผมเข้าใจทันที หัวใจเต้นแรงแต่ผมบอกตัวเองว่า ต้องทำเพื่ออนาคต ผมตอบ “ผมอยากได้ทุน ถ้าพี่ต้องการอะไรจากผมบอกตรงๆ ได้เลยครับ ผมเป็นผู้ชาย ไม่มีอะไรเสียหายอะไรที่ให้ได้ ผมยินดีครับ” เขาดูผ่อนคลายลงมาก พูดเสียงแผ่ว “ขอแค่ได้ดูดควยเธอจนน้ำแตก กินน้ำจากควยเธอ พี่ก็พอใจแล้ว ไม่ขออะไรมากกว่านี้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวหลังจากนี้จะไม่ยุ่งกับเธออีก” ผมเต็มใจอยู่แล้ว ลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อถอดกางเกงจนเปลือยเปล่า

ควยผงาดง้ำตรงหน้าเขา เขามองผมแวบหนึ่งแล้วจ้องควยไม่วางตา มือสั่นๆเอื้อมมาจับ ลูบคลำเบาๆ ผมยืนแอ่น ให้เขาจับเคล้น ต่างคนต่างเงียบ จนน้ำเงี่ยนจากปลายควยเปื้อนมือเขา เขาไม่เช็ด ยิ่งลูบขึ้นลงจนควยแฉะวาวผมเงี่ยนสุดๆ แล้ว เดินไปนอนถ่างขาบนเตียงเขารีบตามมา ผมผ่อนคลายให้เขาดูดเลีย พอผมเสียวซี๊ดส์ใกล้แตก เขาหยุด ถอนปากออก จับเล่นต่อ แล้วกลับมาดูดใหม่พอใกล้แตกอีกเขาหยุด เอาหน้าเอาแก้มคลึงควย เอาหัวควยถูแก้มจนแก้มพี่เขาเปียก พี่เขาดูดควยต่อ แต่ครั้งนี้ผมข่มกลั้นไม่ครางไม่ซี๊ดส์ปาก พอจะแตกผมรีบกดหัวเขา เด้งควยน้ำทะลักเขาพยายามกลืนน้ำ อึก อึก ลำคอรัดปลายควยแน่นผมเสียวสุดๆ ครางสูดปากยาวๆ เขาอมลึกยิ่งขึ้นจนผมน้ำแตกหมดตัวจริงๆ

เขาดูดเลีย เช็ดควยให้สะอาด ผมแต่งตัวแล้วกลับแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว เขาไม่เคยยุ่งอีก หลังจากนั้นผมได้ทุนเต็มจำนวนจากองค์กรหนึ่งที่เขาหามาให้พร้อมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผมเรียนต่อจนจบกลายเป็นวิศวกรในบริษัทใหญ่ ชีวิตดีขึ้นมาก แต่ผมไม่เคยลืมคืนนั้นมันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ทำให้ผมเข้าใจโลกมากขึ้น

หลายปีต่อมา ผมเจอเขาในห้างสรรพสินค้ากำลังเดินกับภรรยาสาวสวย ผมร้องทักออกไปแต่เขากลับทำเฉยๆ เหมือนไม่เห็นหรือจำไม่ได้ก็ไม่รู้ครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ผมยิ้มในใจ “ขอบคุณครับพี่” แล้วเดินจากไป

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: เรามีเรื่องเสียวให้อ่านมากมายเลยนะ